Diary

ห่างหายไปนานเพราะมีอะไรต้องทำวันนึงเยอะมาก -_-; จริงๆไม่ควรจะทำอะไรได้นอกจากเลี้ยงลูก แต่มันก็ยังอุตส่าห์กระเสือกกระสนจะแต่งนิยายและทำนู่นทำนี่ต่อ ช่วงนี้หลายๆคนก็คงรู้ดีว่าน้ำท่วม (รู้จนท่วมมาถึงในบ้าน) ซึ่งก็เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมาก ที่บ้านของอริสราที่นนทบุรียังเหลือรอดอยู่ในพื้นที่กลางไข่ดาว TwT เพราะรอบข้างพยายามกันๆกันอย่างเต็มที่ ทำให้พื้นที่สนามบินน้ำ (ชื่อไม่ค่อยเป็นมงคลเลย) แถวบ้านเดี๊ยนยังรอดปลอดภัยจนถึงบัดนี้ แม่บอกจะกินมาม่าก็ไม่กล้ากิน กลัวมันท่วมขึ้นมาเมื่อไหร่ปรากฏไม่มีจะกิน เพราะกรุกินหมดไปแล้ว... อนาถดีแท้
 

 
ถึงจะไม่ท่วม แต่ก็เตรียมพร้อมจะท่วมแล้วล่ะ... ก่อนอื่น เดี๊ยนเตรียมป้ายบอกทางบ้านไว้แล้วว่าควรรทำตัวยังไงบ้างตอนน้ำท่วม... กตัญญูมากมาย 
 

 
 
เริ่มจากขั้นตอนการลงน้้ำอย่างถูกต้องกันก่อน... 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
หวังว่าคงปฏิบัติตัวกันถูกต้องทุกคนนะ w
 
 
 
********************************************
 
 
 
 

 

1. ถ้ามีการจัดงานปาร์ตี้ขึ้น ต้องมีคนตายแน่ๆ...

 

2. โดยเฉพาะคนที่มันปลีกวิเวกออกไปจากงานเพื่อจะไปหาหนุ่ม/สาวที่หมายปองอยู่ (เมิงตายแน่)

 

3. ถ้าหนีหายไปเพื่อจะไป XXX กัน ความตายจะมาเยือนเร็วขึ้น

 

4. ใครที่เป็นแฟนกันแต่แรก ส่วนใหญ่คนใดคนนึงจะต้องตาย =_=; (หรือไม่ก็ตายทั้งคู่)

 

5. ตอนกลางคืนมักจะเกิดฝนตกกระหน่ำ ฟ้าร้องฟ้าผ่าน่ากลัวมากมาย

 

6. ฆาตกรชอบใส่หน้ากากหรือแต่งตัวแปลกอะไรซักอย่าง ทำยังกับเป็นพวกในนิโกะนิโกะโดกะ...

 

7. อะไรก็ตาม... เป็นอาวุธได้ทั้งนั้น ซักวันอาจจะโดนตุ๊กตาบาร์บี้เสียบกบาลตาย

 

8. ตอนกลางเรื่อง ใครฉุกคิดได้ว่า อ๊ะ... หรือว่าฆาตกรคือ... เมิงเตรียมตัวตายได้เลย -_-;

 

9. ถ้ามีเด็กในเรื่อง ส่วนใหญ่เด็กจะไม่ตาย =_=;

 

10. เมิงอย่าได้คิดหนีด้วยรถ เพราะมันจะสตาร์ทไม่ติด

 

11. ใครที่กลัวมากๆ ระวังตัวมากๆ นั่นแหละ เมิงจะได้ตายในสภาพอนาถกว่าเพื่อน...

 

12. คนร้ายแม่มตายยากมากกว่าแมลงสาป ในขณะที่คนอื่นๆโดนอะไรนิดเดียว... ตายแหล่วววว

 

13. หรือถึงมันตายแล้วก็อย่าได้วางใจ ฉากสุดท้ายมันจะแอบขยับมือหน่อยนึง บอกเราว่าเมิงเตรียมถูกหลอกให้ดูภาคต่อไปได้เลย

 

14. ไม่มีตำรวจซักกะคนในเมืองนี้

 

15. ตอนพระเอกหรือนางเอกหนี จะต้องไปเจอพวกศพชาวบ้านหรือเพื่อนที่หายตัวไปแล้วยังหาไม่เจอ =_=;

 

16. ไอ้คนที่บอกว่า “รออยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปดูเอง” นั่นแหละ เมิงตายชัวร์...

 

17. ถ้าเป็นหนังซอมบี้ พวกตัวประกอบจะโดนกัดกินได้บัดซบมาก แต่ถ้าเป็นกลุ่มตัวแสดงหลักจะโดนพอเป็นพิธีแล้วกลายเป็นซอมบี้มาหากรุต่อ

 

18. หนังซอมบี้มีให้ดูออกเยอะแยะ แต่ทุกเรื่องตัวเอกจะทำหน้าเหลือเชื่อ ฮะ... มันเป็นไปได้ยังไงนี่!! ซอมบรี้!!!! (พวกเมิงไม่เคยดูหนังซอมบี้กันเหรอ?) << คือถ้ากรุเจอกรุคงเผ่นโลด แวบแรกกรุว่ากรุรู้แน่ๆว่านี่มันซอมบรี่นี่หว่าาาาา

 

19. ชอบหนีไปในที่ที่คนดูคิดว่า `เป็นกรุกรุไม่หนีไปในที่แบบนั้นแน่ๆ!!`

 

20. หรือเข้าไปในที่ที่คิดว่า เมิงจะเข้าไปทำไม้!!!! แล้วเมิงเข้าไปมือเปล่าได้ยังไง้!!!!

 

21. คาแรคเตอร์ผู้หญิงที่แต่งตัวเปรี้ยวๆ เซ็กซี่ๆ มักจะตายเร็ว... 

 

22. ตัวที่ดูชั่วๆหน่อย จะกลายเป็นคนพึ่งพาได้ อยู่ใกล้ๆมันไว้นะ

 

23. มือถือไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าไม่มีคลื่นก็ตกน้ำตกท่อ -_-;

 

24. ผู้หญิงคนไหนหนีไปอาบน้ำฝักบัว เปอร์เซ็นความตายจะสูง (อย่าได้อาบน้ำเด็ดขาด กรุยอมเหม็น)

 

25. ทุกเรื่องจะต้องมีคนที่มันล้มตอนวิ่งหนี... -_-;

 

26. ถ้าเป็นเรื่องที่มีภาคต่อ ภาคสองจะไม่สนุกเท่าภาคแรก และถ้ามีเกินสามภาค ภาคหลังจะเริ่มแนวแบบ... สิ้นหวัง คงไม่มีอะไรช่วยพวกเมิงได้อีกแล้ว...

 

27. ถ้าไปหลบตามกระท่อมตามอะไร จะมีขวานจามเข้ามาจากอีกฟากเฉียดจมูกไปนิดเดียวให้ผวา... 

 

28. ตัวที่มันกลัวจนหักหลังเพื่อนฝูง จะได้ตายอนาถต่อหน้าต่อตาเพื่อน...

 

29. คนที่แกล้งเพื่อนด้วยการปลอมตัวทำให้เพื่อนกลัว เมิงตายแน่ๆ...

 

30. ซอมบี้แทบไม่มีเด็ก... =_=;

 

31. หนีซอมบี้เข้าตึกหรือสิ่งก่อสร้างใหญ่ๆเมื่อไหร่... ทำใจได้เลยว่าเมิงจะไปเจอซอมบรี้อีกเพียบในนั้น =_=;

 

32. หลายๆที่ให้สงสัยว่า เมิงจะไปตะโกนถามทำไมว่า `มีใครอยู่รึเปล่า?`

 

33. ปืนกระสุนหมดตอนสำคัญๆตลอด =_=;

 

34. เมิงน่าจะรู้ว่าจุดอ่อนของซอมบี้อยู่ที่หัว ไปยิงตัวมันอยู่ได้!!!!

 

35. ไม่มีเรื่องไหนที่ตอนจบมีฉากหลุดๆ NG ตอนถ่ายทำมาให้ดูเล่นเหมือนหนังเฉินหลง...

 


 

ไม่พลาดแน่... มาเลยซอมบี้ ศุกร์ 13 ...  กรุพร้อมแล้ว... 

 

 


 

 

ฤดูร้อนเป็นฤดูหนังผีญี่ปุ่น ^^; ช่วงนี้เด็กๆปิดเทอม ยุ่งยิ่งกว่าเดิม x2 คอมพิวเตอร์ช่วงนี้ก็เริ่มแสดงอาการออกมามากมายว่าไม่อยากจะเอาเราแล้ว T^T ชอบค้างไปตอนเปลี่ยนภาษาพิมพ์ในที่ต่างๆ -_-; พอเปิด Task Manager ขึ้นมา Task Manager ก็ค้างไปอีก =_=; ถ้า Task Manager ค้างนี่กรุก็ไม่ต้องไปหวังพึ่งอะไรแล้ว อุตส่าห์คิดว่าเมิงเป็นที่พึ่งสุดท้ายนะเนี่ย...

 

แต่ยังไง % ที่คอมจะดับไปเลยก็ยังคงน้อยกว่าฮ.ตก....

 

 

 

 

 

 

วันที่แม่คิดได้.... =_=;

posted on 11 Jul 2011 07:44 by hayashikisara in Diary

กลับมาแล้วค่ะ...

 

กลับชิกะไปสองวัน... ใช้พลังชีวิตที่เตรียมไว้ไปหมดสิ้นตั้งแต่ขาไปเลยทีเดียว =_=;

 

เพราะต้องขึ้นรถไฟไปกันเอง เนื่องจากช่วงนี้พ่อปวดหัวจี๊ดๆ น่าจะเป็นไมเกรนหรืออะไรซักอย่างที่มาจากความเครียด ก็เลยเลี่ยงๆที่จะขับรถ พวกเราก็เลยบอกว่าไม่ต้องมารับ จะขึ้นรถไฟไปกันเอง (แบกลูกสอง ข้าวของที่จะไปค้าง และเบบี้คาร์ขึ้นรถไฟไปคืนวันศุกร์ นรกชัดๆ)

 

คุณฮายาชิกลับมาเร็วหน่อย ก็เลยออกจากบ้านกันประมาณตอนทุ่มนึง เด็กๆลัลล้ามาก (อารมณ์จะได้ไปเที่ยวโดยไม่ได้นัดหมาย อะไรจะลัคกี้เช่นนั้น) หลายคนอาจจะรู้แล้วว่าบ้านเราอยู่ช่วงปลายๆโอซาก้า ต้องข้ามเกียวโตไปจังหวัดนึงกว่าจะถึงจังหวัดชิกะ ต้องต่อรถไฟสามต่อปานจะไปพม่า สรุปคือต้องนั่งรถไฟ Local ถึง 3 บริษัทอันได้แก่เคฮัง, คินเท็ทซึและ JR เป็นทริปที่เหมาะกับโอตาขุรถไฟอย่างลูกเดี๊ยนมากทีเดียว

 

จะว่าไปก็พยายามเอาของไปน้อยนิดมากนะ เป้คนละใบ สามารถใส่ของพ่อแม่ลูก นมหนึ่งกระป๋อง ผ้าอ้อมและอื่นๆไปได้ ตอนขึ้นรถไฟสองสายแรกไม่เท่าไหร่ ไปถึงสถานีเกียวโตกันอย่างชิวๆ ทว่าพอถึงอิสถานีเกียวโตนี่สิ... คนเข้าแถวรอรถไฟกันยาวมากเหมือนรอเข้าดิสนีย์ @_@; นายสถานีประกาศว่า รถไฟช้าไปสามสิบนาที เนื่องจากมีคนไปกดปุ่ม emergency ของสถานีอิบารากิ ทำให้ต้องหยุดทุกอย่างและเช็คความเรียบร้อยทั้งหมดว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ถึงเริ่มเดินรถไฟต่อ ∑(;゚□゚)y

 

ใครวะ! ╬

 

ไม่รู้ว่าใครแกล้งกดเล่นหรือคนแก่เงอะงะๆไปกด (มีจริงๆนะ) อยากจะเรียกมาด่าเป็นการส่วนตัวแย่างแรง (゜△゜キ)

 

ลำพังรถไฟเย็นวันศุกร์ก็แน่นจะแย่อยู่แล้ว นี่ยังเจือกล่าช้าไป 30 นาที ขนาดรอรถไฟสายธรรมดาที่จอดทุกป้ายแล้ว คนยังแน่นมากยังกับคุกอัซคาบันแตก ยัดเบบี้คาร์เข้าไปอย่างลำบากยากเย็นและกระเสือกกระสนเข็นออกจากตู้โดยไม่รู้ทับเท้าอิลุงที่ไหนไปบ้าง -_-; กว่าจะมาถึงชิกะก็ 3 ทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว =_=;

 

พ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลมา แต่หมอก็ไม่ได้ตรวจอะไรละเอียด (กรุละเบื่อหมอญี่ปุ่น) แกก็ฟังๆแล้ววินิจฉัยว่าเป็นเพราะคาตะโกริ (ปวดไหล่ ไหล่แข็ง เส้นยึด คือมันไม่มีภาษาไทยคำเดี่ยวๆจะมาอธิบายได้ และไม่มีในภาษาอังกฤษด้วย สงสัยคาตะโกรินี่มันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวญี่ปุ่น =_=;) ก็ให้อิแผ่นกอเอี๊ยะมาแปะๆๆๆ แล้วมันก็ไม่หายจนอยากจะเอาไปแปะกบาลหมอแล้วลอกออกให้ผมที่ไม่ค่อยจะมีติดออกมาบ้าง จะได้รู้ว่ามันโคตรจะไร้ประโยชน์เลย อิแผ่นกอเอี๊ยะเนี่ย!!

 

แม่เล่าว่า (เม้าท์ผัวต่อหน้า ระยะเผาขนเลยทีเดียว) ที่พ่อปวดหัวเนี่ย ไม่ใช่อะไรร้อก... เป็นเพราะความงกของพ่อนั่นแหละ (!?)

 

@o@!!!!

 

คือตั้งแต่พ่อมีเวลาว่างมากขึ้นหลังเกษียณ (ก็ยังไปทำงานอยู่ แต่เงินเดือนลดลงและมีวันหยุดมากขึ้น กลับบ้านเร็วขึ้น) พ่อซึ่งเป็นคนชอบประหยัดอยู่แล้ว ก็เลยหันมาจ่ายกับข้าว ซื้อของเข้าบ้านด้วยอะไรด้วย ทีนี้ด้วยความเป็นคนประหยัด จะซื้ออะไรก็คำนวณแล้วคำนวณอีก -_-; ขับรถไปสองสามห้างเพื่อเทียบราคาของ (แล้วขับกลับมาเอาที่แรก) เก็บใบเสร็จไปนั่งคำนวณๆๆค่าใช้จ่ายยิ่งกว่าแม่บ้านสมัยเพิ่งแพ้สงครามโลก มันก็เลยเครียดเส้นเลือดกระตุกปุดๆเช่นนี้...

 

แล้วใช่ว่าจะประหยัดได้อะไรได้นะ เพราะพอแกออกไปซื้อของ แกก็ไปตระเวณตามร้านขายของถูกๆที่เค้าเอาของใกล้จะหมดอายุมาลดครึ่งราคาบ้างอะไรบ้าง @_@; แล้วแกก็ไปซื้อมาจำนวนมหาศาลเหมือนจะเอาไปปล่อยแถวจตุจักร แม่บอกเปิดช่องฟรีซวันก่อนแล้วช็อคมากที่เจอเนื้อแช่แข็งเต็มช่องฟรีซราวกับที่บ้านรับนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอเมริกาซัก 5 คนมาอยู่ =_=; ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินเสต็กเป็นอาหารค่ำ แล้วเนื้อก็เป็นเนื้อแบบถูกๆ ลงกระทะทีเป็นเศษเล็กเศษน้อยเหมือนผ้าขี้ริ้วขาดๆ (รสชาติก็ประมาณนั่นแหละ) -_-; คือแกจะเน้นปริมาณเยอะๆ เอาถูกๆแล้วได้เยอะๆ แต่เหลือทิ้งเกินครึ่งอะไรก็ไม่รู้ คุณฮายาชิประนามมาก คือไม่รู้แกอยากจะประหยัดหรืออะไรกันแน่ (แต่ผลมันออกมาไม่ได้ประหยัดนะจ๊ะ)

 

ที่สำคัญคือ แกนึกจะซื้ออะไรก็ซื้อ คือซื้อมาเก็บๆไว้ก่อน ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรกิน แล้วแม่ก็ไปจ่ายกับข้าว... ซื้อมาซ้ำดับเบิ้ลทริปเปิ้ลกันเข้าไปอีก =_=; แถมด้วยความประหยัด พ่อแกก็ปลูกผักกินเองจนรุ่งมาก (ปลูกข้าวโพดปลูกแตงโมด้วย แตงโมกำลังโตประมาณสิบกว่าลูก) แค่ผักอย่างเดียวก็เยอะจนกินไม่ทัน ต่อให้กินแต่แตงกวากันทั้งอาทิตย์ก็เหลือทิ้งประมาณครึ่งนึงอยู่แล้ว ยังไปซื้ออะไรมาเพียบอีก...

 

แล้วแกสองผัวเมียทำกับข้าวไม่ค่อยจะเป็นทั้งคู่ =_=; (อันนี้น่ากัวมาก) คือแกปลูกแตงกวา... ก็ทำเป็นแต่แตงกวาดอง กินแต่แตงกวาดองและใส่สลัดกันไปอย่างนั้นทั้งอาทิตย์ เนื้อวัวซื้อมาก็ทำแต่แกงกะหรี่... แกงกะหรี่ทำทีเหมือนทำแจกคนงานพม่าลี้ภัย... =_=; กินกันสองอาทิตย์ยังไม่หมด... หม้อที่บ้านใหญ่มากพอจะฆ่าวัวเลี้ยงทั้งหมู่บ้านได้เลยทีเดียว... (บ้านคนญี่ปุ่นหรือปาปัววะ)

 

ลวกเส้นสปาเก็ตตี้ ไม่เคยลวกต่ำกว่าครั้งละ 1 กิโล... @_@; (ได้ข่าวอยู่กันแค่ 4 คนเท่านั้น) น้องชายสองคนของคุณฮายาชิมันเลยอ้วนเบิกบานมาก ฮิโรแต่ก่อนอยู่หอก็ผอมๆดี พอกลับมาอยู่บ้านได้ไม่ถึงครึ่งปี น้ำหนักขึ้น 8 กิโล @_@; (พอๆกับตอนกรุท้องเลยค่ะนั่น) คุณฮายาชิส่ายหน้าบอก น้องมันจะไม่อ้วนได้ยังไง ก็ดูพ่อกับแม่มันทำกับข้าวสิ นี่มันนรกของกินชัดๆ! (?)

 

แล้วแม่คุณฮายาชิยังมีหน้ามาบอกอีกว่า ชั้นน่าจะคิดได้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าไม่ควรแต่งงานกับพ่อ @_@; (เอ่อ... ตอนไหนคะ?) แล้วก็เล่าให้ฟังว่าตอนยังไม่ได้แต่งงาน ยังเป็นแฟนกันอยู่ ก็ไปเดทกัน ไปว่ายน้ำด้วยกันที่บิวาโกะ (สมัยนั้นแม่ยังตัวเล็กๆน่ารักๆ ว่ายน้ำก็ไม่เป็น) พ่อก็แบบ แม่ว่ายน้ำไม่เป็น เกาะไหล่เค้าไว้นะ เดี๋ยวเค้าจะค่อยๆพาออกไป แม่ก็เกาะๆเตาะแตะกันไปกุ๊กกิ๊กตามประสาหนุ่มสาว... ทว่าอยู่ดีๆ... เกิดแบบ ขาไม่ถึงซะงั้น ต่างคนต่างตกกะใจโวยวายกันลั่น พ่อก็ไล่แม่ใหญ่บอกว่า ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ อย่ามาจับนะ ปล่อยๆๆๆ ไป๊ๆๆๆ (แม่ก็ช็อค กรุก็ว่ายน้ำไม่เป็นนะโว้ยยยย) ตบตีกันกลางน้ำจนแม่ยอมปล่อยมือ...

แล้วแม่ถึงได้รู้ว่า

 

ขากรุถึงนี่หว่า...

 

=_=;

 

แม่ก็ยืนมองพ่อโวยวายตาลีตาเหลือกด้วยใบหน้าละเหี่ยใจ พ่อยังตะโกนบอกให้คนช่วย ก็มีคนโยนห่วงยางมาให้ พ่อเกาะห่วงยางแล้วเพิ่งรู้ว่าขาถึงเหมือนกัน ไอ่คนที่โยนห่วงยางมาให้ยืนหัวเราะกันคิกคักอย่างฮา... -_-;

 

โห... แม่ก็เก่งนะที่ผ่านเหตุการณ์นี้แล้วยังแต่งงานกันมาได้น่ะ...

 

แม่บอก วันที่แม่แต่งงานน่ะ เพื่อนๆในบริษัทร้องไห้กันเพียบเลย (พ่อเป็นเจ้านายที่ทำงานน่ะนะ รักกันในที่ทำงานคร้า เหมือนจะกุ๊กกิ๊ก)

 

ถามแม่ว่า เพื่อนก็ชอบพ่อเหมือนกันเหรอคะ? แม่บอก ป่าว... เพื่อนร้องไห้ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงแต่งกับไอ้นี่...

 

=_=;

 

แม่บอก มาคิดๆตอนนี้ก็มีโอกาสชิ่งตั้งหลายครั้งหลายหน ทำไมชั้นถึงแต่งกับไอ้นี่วะ (เอ่อ แม่คะ... แต่งกันมา 30 ปีแล้วค่ะ...)

 

ขากลับจากชิกะ พวกเราก็จะนั่งรถไฟกลับกันเองเหมือนขามา แต่พ่อไม่ยอมเพราะจะให้แบกผักกลับมาด้วย =_=; (เยอะมาก พ่อได้โอกาสระบายสินค้า) << คือจะเอาไปให้เพื่อนบ้านก็ไม่ได้ คนแถวนั้นเค้าปลูกผักกินเองกันทั้งนั้นฮ่วย... และแล้วพ่อก็ปวดหัวขึ้นมาอีก เลยต้องให้พาราไปสองเม็ด เช้านี้พ่อเมล์มาแถลงข่าวให้ฟังว่า ยาที่ได้เมื่อวานทำให้หายปวดหัวไปได้ มันคือยาอะไรกัน? มันมีส่วนผสมของอะไร? และมันเป็นมายังไง มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง? =_=; (ลำบากกรุแต่เช้า ตื่นตีห้ามาเริ่มต้นเช้าวันจันทร์ด้วยการหาเรื่องยาพาราทำรายงานส่งไปให้เป็นภาษาญี่ปุ่น)

 

ตั้งแต่วันนี้ อาคิมีเรียนแค่ครึ่งวัน (แล้วงานเดี๊ยนจะคืบหน้ามั้ย) ตอนนี้ต้องมานั่งคิดอีกว่าจะเอาผักที่ได้มาไปทำเมนูอะไรกิน หรือจะแจกหอมใหญ่ไปแทะคนละหัว? =_=; ที่แน่ๆ ตู้เย็นบ้านเราต่างจากบ้านพ่อแม่สามีมาก (เปิดไปไม่เจออะไรเลย... มีแต่ตระกูลน้ำจิ้ม) ต้องไปซื้อของก่อนแล้วแหละ...