ถ้าเดาเอาจากรูปลักษณ์ของท่านเซียนพันปีที่อยู่ตามเขาเหลียงซานของจีน(?) ก็คงจะประมาณคิ้วยาวถึงเข่า... หนวดเครารุงรังไม่เห็นหน้าตา ตัวผอมเล็ก หลังค่อมถือไม้เท้า... อะไรอย่างนี้ =_=;

 

แต่จริงๆแล้ว ไปเจอมาว่า... มีการรวบรวมผลการวิจัยต่างๆเกี่ยวกับคนมีอายุยืนทั้งหลายจากหลายๆประเทศโดยนิตยสารของฮ่องกง แล้วสรุปออกมาว่า เงื่อนไขของคนมีอายุยืนส่วนใหญ่ที่คล้ายๆกันคือข้อเหล่านี้ ลองมาดูกันเนอะว่าใครจะไปก่อนใคร เอ๊ย... ไปเร็วช้าแค่ไหน (?)

 

1. ตัวไม่สูงมาก

จากการค้นคว้าบอกว่า มนุษย์ที่มีความสูงที่เหมาะกับการใช้ชีวิตโดยไม่มีความเครียดนั้นจะสามารถมีอายุยืนกว่าคนที่เครียดกับสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิต เช่นถ้าเราสูงเกินไป ขึ้นรถเมล์หัวติดเพดานตลอด =_=; เตี้ยไปเดินไปไหนเพื่อนแม่_เหยีบกรุตลอด มันจะเป็นความเครียดน้อยๆที่เราอาจจะไม่ได้รู้สึกมาก แต่เล็กๆน้อยๆเหล่านี้มีผลกับการบั่นทอนสุขภาพจิตของเราอย่างไม่รู้ตัว เพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดชีวิต อ้วนผอมยังไดเอ็ทได้อะไรได้ แต่ความสูงจะยืดๆหดๆก็ไม่ได้ อย่างมากใส่รองเท้าส้นสูงเพิ่มบ้าง (ให้ร้องเท้ากัด เจ็บเท้า กรุเครียดอีก) ดังนั้นผลที่ได้จากการคำนวณคนมีอายุร้อยปีขึ้นไปแล้วจะพบว่า ส่วนใหญ่ผู้ชายจะสูงแค่ 165-168 ซ.ม. และผู้หญิงจะสูงแค่ 159-162 ซ.ม.เท่านั้น (อันนี้เป็นไซส์ฝรั่ง ถ้าเป็นเอเชียจะเตี้ยกว่านี้อีกนิดหน่อย)

 

2. ท้วมๆ

จากการวิจัยของอเมริกา (วิจัยจากชาวอเมริกัน 6 ล้านคน) พบว่า คนที่รูปร่างท้วมนิดๆ จะมีอายุยืนกว่าพวกผอมบางหุ่นนางแบบหรือมีซิกแพก และแถมคนท้วมๆยังมีความสามารถในการต่อต้านโรคภัยได้ดีกว่า (ทว่าอ้วนมากไปที่เรียกว่าเมตะโบ ก็ไม่ได้นะจ๊ะ โอกาสเจ็บป่วยในหลายๆโรคจะเพิ่มมากขึ้นอีกเยอะทีเดียว)

 

3. หัวเถิกหัวเหม่ง (!!!)

เค้าว่าเป็นการแบ่งฮอร์โมนชายที่เหมาะสม =_=; (คือประมาณว่าผลมันมาจากการวสำรวจว่าคนอายุยืนทั้งหลายส่วนใหญ่ท่านจะ.... กันนะคะ) ดังนั้นก็เป็นข้อช่วยปลอบประโลมหนุ่มๆที่มีผมน้อยผมบางดังว่าว่า... ท่านอาจจะอายุยืนนะคะ (แม้เมียจะลูบเล่นขอหวยทุกวันก็ตาม)

 

4. ติ่งหูยาว

ข้อนี้ดูจากเซียน... ไม่ใช่ไม่ใช่ ในทางการแพทย์จีนโบราณบอกว่าแสดงถึงพลังชีวิตที่เข้มแข็ง...

 

5. มีเอว...

หมายถึงตอนบั้นปลายชีวิตน่ะนะ จากการวิจัยพบว่า 95% ของคนที่อายุยืนถึง 100 จะค่อนข้างผอมและมีเอวหลังอายุ 70 ไปแล้ว สรุปว่าต้องแข็งแรง ท้วมๆตอนสาวๆ แต่พอแก่ตัวแล้วก็ต้องหุ่นดี แต่ก็นะ อายุ 70 จะมากินเป็นพายุบุแคมเหมือนวัยรุ่นก็กระไรอยู่

 

6. เป็นลูกคนโต

@_@; ข้อนี้เป็นผลการวิจัยจากทางจีน คือพบว่า 77.3% ของคนที่อายุเกิน 100 ในจีนเป็นลูกคนโตกันทั้งหมด (อายุเกิน 100 ปีคือพวกที่ยังไม่ได้อยู่ในนโยบายมีลูกไม่เกินหนึ่งอ่ะนะจ๊ะ เป็นคุณปู่ย่าในสมัยที่นิยมมีลูกกันเป็นสิบอยู่...) แต่ประเทศอื่นอาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ เพราะสำหรับจีนและคนรุ่นที่มีลูกมาก ส่วนใหญ่ลูกคนโตจะค่อนข้างได้กินมากกว่าคนอื่น (ยิ่งถ้าเป็นผู้ชายด้วยแล้ว...) แต่ที่อาจจะมีผลก็คือ อายุของแม่ตอนที่คลอดลูก อาจจะเป็นไปได้ว่าการที่มีลูกเร็ว คลอดลูกตอนอายุยังน้อย โอกาสที่จะอายุยืนมีมากกว่าเด็กที่คลอดตอนแม่แก่แล้ว... แค่โอกาสน่ะนะ

 

7. คนที่มีชีวิตอยู่แวดล้อมด้วยต้นไม้ดอกไม้

พบว่ามีชีวิตยืนกว่าคนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีต้นไม้ดอกไม้รอบข้างน้อยถึง 7 ปี (ค่าเฉลี่ย) อันนี้เค้าบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับต้นไม้ดอกไม้โดยตรง แต่เกี่ยวกับสภาพแแวดล้อมการทำงานที่ไม่สร้างความเครียด 

 

8. คนที่ฝันบ่อยๆ

ช่วงเวลาที่ฝันจะมีฮอร์โมนที่ช่วยลดความเครียดออกมา และมี คลอจินโคโรปิน (?) << โทษที อ่านภาษาญี่ปุ่นมา ที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคเพิ่มมากขึ้นด้วย (มิน่า อริสราไม่ค่อยป่วยเลย สงสัยเพราะฝันทุกคืน =_=;)

 

9. เลือดกรุ๊ป B

จากที่วิจัยมาพบว่า 83% ของคนที่อายุเกิน 100 นั้นเป็นกรุ๊ป B << นานๆจะมีอะไรดีๆเกี่ยวกับกรุ๊ปนี้เสียที ปลาบปลื้ม~~~~ T^T

 

 

พูดถึงกรุ๊ปเลือด... มักจะเคยได้ยินเรื่องการทำนายกรุ๊ปเลือดของทางญี่ปุ่น,เกาหลีกันมาอยู่บ้าง ซึ่งจริงๆแล้วในโลกนี้ ประเทศที่ค่อนข้างจะบ้าทำนายกรุ๊ปเลือดก็มีอยู่อิสองประเทศนี้เท่านั้นแหละ ถ้าเที่ยวไปถามกรุ๊ปเลือดชาวยุโรป ฝรั่งจะถามกลับว่า `เมิงเป็นหมอเหรอ??`

 

ดังนั้น... ความแม่นยำของการทำนายกรุ๊ปเลือดนั้นไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่ในความเป็นจริงมีผลการวิจัยทางการแพทย์ออกมาแล้วว่า กรุ๊ปเลือดต่างประเภทนั้นมีโอกาสที่จะเจ็บไข้ได้ป่วยในแต่ละโรคได้ยากง่ายแตกต่างกัน ดังนั้นเราอาจจะเห็นบางประเทศมีเลือดกรุ๊ปนู้นกรุ๊ปนี้มากเป็นพิเศษเพราะการต่อสู้กับโรคภัยบางอย่างในอดีตทำให้เป็นเช่นนั้น อย่างเช่นคนอินเดียส่วนใหญ่มากๆจะมีเลือดกรุ๊ป O เพราะกรุ๊ป O เป็นกรุ๊ปที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งทนทานต่อการติดโรคระบาด ดังนั้นช่วงที่มีโรคระบาดและคนล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่คนเลือดกรุ๊ป O กลับหลงเหลืออยู่ได้โดยไม่เป็นไร ถ้าสังเกตดีๆ ประเทศเมืองร้อนที่มักจะมีโรคระบาดอยู่เสมอมักจะมีคนเลือดกรุ๊ป O เยอะเหมือนกัน

 

ส่วนหนึ่งก็มาจากการวิเคราะห์ไวรัสด้วย และพบว่าไวรัสบางประเภทจะชอบกรุ๊ปเลือดบางกรุ๊ปเป็นพิเศษ (เป็นที่มาที่ว่าทำไมท่านที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ติดโรคนี้นั้นง่ายกว่ากรุ๊ปอื่น) อย่างเช่น โนโรไวรัส นั้นจะชอบเลือดกรุ๊ป O เป็นพิเศษ อะไรอย่างนี้เป็นต้น 

 

ผลทางการแพทย์ที่สรุปเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดทั้ง 4 ก็ออกมาดังนี้

 

กรุ๊ป A : เครียดง่าย โอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็ง(ทุกชนิด)สูง ติดโรคระบาดง่าย แต่โรคระบาดร้ายแรงอย่างอหิวาห์ (คอเลรา) กลับติดยาก

 

กรุ๊ป O : ทนทานต่อโรคระบาดมาก และยังทนทานต่อความเครียดด้วย แต่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร, กระเพาะ,ลำไส้ได้ง่าย ต้องระวัง

 

กรุ๊ป B : ติดโรคระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ A ต้องระวังมากๆ

 

กรุ๊ป AB : เครียดง่าย คนเป็นมะเร็ง,โรคหัวใจเยอะ โอกาสติดหวัดสายพันธุ์ใหม่สูง แต่ทนทานต่ออหิวาตกโรค

 

นิสัยบางอย่างที่ทำนายๆกัน ก็วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะมาจากลักษณะของการติดโรคง่ายของเลือดแต่ละกรุ๊ปอย่างที่บอกไปได้ อย่างเช่นที่ว่ากันว่าเลือดกรุ๊ป AB สันโดษ หนึ่งก็คือมาจากการที่มีคนป่วยกระเสาะกระแสะเยอะ จึงชอบที่จะอยู่คนเดียวและตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรไปคนเดียวมากกว่า ไม่ค่อยอยากจะคบกับใคร (เดี๋ยวเมิงเอาอะไรมาติดกรุอีก) หรือการที่คนกรุ๊ป A มักจะพยายามระวังระแวงรอบข้างตลอดเวลา (คอยดูว่าคนอื่นเค้าทำอะไรกันยังไง เป็นยังไง พยายามไม่ทำอะไรต่างจากเค้ามาก) เป็นเพราะว่าติดโรคง่ายและมีความเครียดง่าย ดังนั้นร่างกายและนิสัยบางอย่างก็มีแนวโน้มว่าจะเกิดจากสัญชาตญาณในการที่จะเอาชีวิตรอดของพวกเราๆนี่เอง (อันนี้วิเคราะห์โดยศาสตราจารย์ฟุจิตะ โตเกียวอิกะชิกะได)

 

ถึงแม้เราจะอยากมีชีวิตยืนยาวหรือไม่ ร่างกายและ DNA ของมนุษย์ก็พยายามและเลือกเส้นทางที่จะให้เราดำรงค์เผ่าพันธ์กันอยู่แล้ว ที่ฝืนก็คือสมองสั่งการของเราที่มักจะโลภมากนั่นแหละ 5555

เอาเป็นว่าอ่านเงื่อนไขในการมีอายุยืนที่ว่ามาข้างบนแล้วทำให้รู้ได้ว่า... หน้าตาแบบพระเอกนางเอกหนังฮอลลีวู้ดมันไม่ค่อยจะอายุยืนเท่าไหร่นะเคอะ อยากอยู่ด้วยกันนานๆต้องเลือกตัวเตี้ย ท้วม เถิก ติ่งหูยาว ช่างเพ้อฝัน อาศัยในต่างจังหวัด และมีเลือดกรุ๊ป B ที่ประชากรญี่ปุ่นค่อนข้างรังเกียจ...

 

.....

 

โอเค... กรุยอมตายก่อนมัน...


 

 

*** จากหนังสือ Igaku kara oshieru kokoro to karada (Kore ga sekai no shin jyoushiki) << พิมพ์ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ คอมมีปัญหาเรื่องเปลี่ยนคันจิอยู่ค่ะ -_-; เปลี่ยนแล้วมันจะเออเร่อ ค้างไปเลย T^T ถ้าไม่หาทางทำอะไรสักอย่าง เดี๊ยนว่าเดี๊ยนคงตายเร็วเหมือนกัน... เครียดว่ะ

 

ป.ล. เมื่อวานอัพนิยายเรื่อง Ichi Hime Ni tarou ให้ 2 Chapters รวดค่ะ ใครยังไม่ได้อ่านก็อ่านได้นะคะ m(_ _)m

http://hayashikisara.warabimochi.net ค่ะ 

 


ผลการสำรวจของ OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) ฉบับปี 2010 บอกว่า… 

เงินทุนสนับสนุนด้านสาธารณะของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษา เมื่อเทียบกับ ค่าGDPของญี่ปุ่นแล้ว มีแค่ 3.3% เท่านั้น ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นอยู่ในตำแหน่งท้ายสุดใน 28 ประเทศที่มีการทำสำรวจครั้งนี้

 

....

 

แปลเป็นภาษาคนให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ภาษีของประเทศไม่ค่อยจะเอาไปลงทุนกับการศึกษาในประเทศซักเท่าไหร่นั่นแหละ =_=;

 

ถึงแม้ข้อมูลที่เอาไปใช้วิเคราะห์จะเป็นข้อมูลที่เก็บไปเมื่อปี 2007 และหลังจากนั้นได้มีการพยายามปรับปรุงแก้ไขการศึกษาญี่ปุ่นหลายอย่างเช่นมีนโยบายให้เรียนฟรีจนถึงม.ปลายอะไรอย่างนี้ออกมาแล้ว ถ้าเอาข้อมูลใหม่ๆไปวิเคราะห์ก็อาจจะไม่ถึงกับอยู่ในอันดับโหล่อย่างนี้ก็ตาม ยังไงซะก็คงได้อันดับท้ายๆ และถือว่าเป็นประเทศที่ประชาชนต้องลงทุนจ่ายเงินเองเพื่อให้ได้การศึกษาที่ดีอ่ะนะ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นการเทียบกับประเทศในกลุ่มสมาชิก OECD ที่มี 34 ประเทศเท่านั้นนะ (แต่ครั้งนี้ที่ร่วมทำการสำรวจสถิติกันมีแค่ 28 ประเทศ <<แล้วแต่หัวข้อ) สมาชิกทั้งหมด 34 ประเทศที่ว่าก็ได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, แคนาดา, เดนมาร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, กรีก, ไอร์แลนด์, ไอซ์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, ฮอลันดา, โปรตุเกส, เสปน, นอร์เวย์, สวีเดน, สวิตเซอร์แลนด์, ตุรกี, อังกฤษ, อเมริกา, ญี่ปุ่น,ฟินแลนด์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, แมกซิโก, เชคโก, ฮังการี, เกาหลี, โปแลนด์, สโลวะเกีย, ชิลี, สโลเวเนีย, อิสราเอล, เอสโตเนีย

 

4 ประเทศสุดท้ายที่เขียนข้างบนเพิ่งเป็นสมาชิกกันเมื่อปี 2010 นี้เอง

 

เอาเป็นว่าสรุปจาก OECD indicator ในหัวข้อการศึกษา (Education at a glance) แล้วจะได้รู้ว่าการศึกษาของญี่ปุ่นตอนนี้เป็นยังไงได้ดังนี้

 

1. ในประเทศญี่ปุ่นนั้น คนจบการศึกษาระดับสูง (มหาวิทยาลัย, เซมมงกักโก etc.) โอกาสจะหางานได้